การเรียนรู้ระบบการเงินการธนาคารโลก

การเรียนรู้ ระบบการเงินการธนาคารโลก

ปัจจุบันนี้โลกเราได้มีการค้าขายเกิดขึ้นมาช้านาน ต่างก็ต้องพึ่งการแลกเปลี่ยนที่เป็นธรรมด้วยกันทุกฝ่าย ด้วยการที่แต่ละประเทศต่างก็มีสกุลเงินตราเป็นของตัวเองทำให้การพิมพ์ธนบัตร เพื่อนำออกมาใช้นั้นแลกเปลี่ยนซึ่งในการแลกเปลี่ยนต้องมีการอ้างอิงสกุลเงินอย่างยูเอสดอลล่า เป็นมาตรฐานและยังมีสกุลเงินของอีหลายประเทศที่ทั้งไทยและทั่วโลกต่างก็ต้องใช้อ้างอิงร่วมกัน ซึ่งแม้แต่ช่วงนี้ก็ได้มี สกุลเงินดิจิตอล (Cryptocurrency)ได้เกิดขึ้นมาและได้มีการใช้แลกเปลี่ยนกันบ้างแล้วในบางประเทศ แม้แต่ในบางเว็บก็สามารถ นำเข้าไปแลกเพื่อทำการเล่น
เกมต่างได้และยังได้รับสิทธิพิเศษฟได้มีโอกาสได้ หมุนรับโชค แบบฟรีๆกับทางเว็บซึ่งมีการหมุนแบบฟรีสปินก็มีด้วยและอีกหลายรายการ และการขยายตัวของ สกุลเงินดิจิตอลก็เริ่มจะเป็นที่ยอม รับกันมากขึ้นเรื่อยๆ เฉพาการเรียนรู้เกี่ยวกับกระแสการเงินและการธนาคารจึงเป็นเรื่องสำคัญและจำเป็นอย่างมาก เราไม่ควรมองข้ามมันไปหากเราทำความเข้าใจ เราอาจจะทำกำไรจากอัตรา การแลกเปลี่ยนสกุลตราต่างประเทศก็อาจจะเป็นได้

การออกใช้ธนบัตร        

ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.)ได้ ทำหน้าที่ในการผลิตและออกใช้ธนบัตรภายในประเทศ สำหรับปริมาณธนบัตรที่ออกใช้ในปีหนึ่งๆ นั้น
ซึงมีส่วนอัตราเพิ่มของมูลค่าของธนบัตรที่จะออกมาใช้จะเป็นอัตราที่พอเหมาะกับความเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจของประเทศ การออกธนบัตรเพื่อมาหมุนเวียนในระบบเศรษฐกิจรองรับตลาดเงิน และทำการแลกเปลี่ยนในระบบการเงินโลก ซึ่งการออกธนบัตรนั้นต่างก็เป็นหน้าที่ของธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) โดยมีสายออกบัตรธนาคาร ซึ่งเป็นหน่วยงานหนึ่งของ ธปท.  ขึ้นอยู่กับภาวะเศรษฐกิจ และความต้องการใช้ธนบัตรชนิดราคาต่างๆ ของประชาชนด้วย 
พระราชบัญญัติเงินตรา พุทธศักราช ๒๕๐๑ มาตรา ๑๖ กำหนดไว้ว่า การนำธนบัตรออกใช้จะทำได้เพียง 2 กรณี เท่านั้น คือ
1. แลกเปลี่ยนทันทีกับธนบัตรที่ออกใช้ไปก่อน แล้วถอนคืนจากการออกใช้ในมูลค่าเท่ากัน
2. แลกเปลี่ยนทันทีกับสินทรัพย์อย่างใดอย่างหนึ่งซึ่งมีค่าเท่ากัน และระบุไว้ในมาตรา ๓๐ ซึ่งจะต้องรับขึ้นบัญชีทุนสำรองเงินตรา 

ทุนสำรองเงินตรา

ทุนสำรองเงินตรา เพื่อสร้างความเชื่อมั่นในค่าของธนบัตรและเป็นหลักประกันว่าการออกใช้ธนบัตรมีขอบเขตอยู่เท่ากับสินทรัพย์ที่จะมาเป็นทุนสำรองเงินตรา คือ สินทรัพย์ที่ใช้หนุนหลังธนบัตรออกใช้ สินทรัพย์ดังกล่าว ธปท. จะต้องรักษาและกันไว้ต่างหากจากทรัพย์สินอื่นๆ 
พระราชบัญญัติเงินตรา พุทธศักราช ๒๕๐๑ มาตรา ๓๐ กำหนดสิ่งอันชอบด้วยกฎหมายที่ประกอบขึ้นเป็นทุนสำรองเงินตรา ดังนี้
1. ทองคำ
2. เงินตราต่างประเทศอันเป็นเงินตราที่พึงเปลี่ยนได้ หรือเงินตราต่างประเทศอื่นใดที่กำหนดโดยกฎกระทรวง ทั้งนี้ ต้องเป็นรูปเงินฝากใน ธนาคารนอกราชอาณาจักร หรือในสถาบันการเงินระหว่างประเทศ
3. หลักทรัพย์ต่างประเทศที่จะมีการชำระหนี้เป็นเงินตราต่างประเทศที่ระบุไว้ในข้อ 2.
4. ทองคำ สินทรัพย์ต่างประเทศ และสิทธิพิเศษถอนเงิน ทั้งนี้ ที่นำส่งสมทบทุนกองทุนการเงิน
5. ใบสำคัญสิทธิซื้อส่วนสำรอง
6. ใบสำคัญสิทธิพิเศษถอนเงิน
7. หลักทรัพย์รัฐบาลไทยที่จะมีการชำระหนี้เป็นเงินตราต่างประเทศที่ระบุไว้ในข้อ 2. หรือเป็นบาท
8. ตั๋วเงินในประเทศที่ธนาคารแห่งประเทศไทยพึงซื้อหรือรับช่วงซื้อลดได้ แต่ต้องมีค่ารวมกันไม่เกินร้อยละ 20 ของจำนวนธนบัตรออกใช้
สินทรัพย์ตาม ข้อ 1 2 3 4 5 และ 6 นั้น ธนาคารแห่งประเทศไทยจะต้องดำรงไว้ให้มีค่ารวมกันทั้งสิ้น ไม่ต่ำกว่าร้อยละ 60 ของมูลค่าธนบัตรออกใช้ ​

สรุป ระบบการหมุนเวียนของเงินทำให้เกิดกำไร ขาดทุน และมีการลงทุน เมื่อเกิดกำไรขึ้นรัฐก็จะเรียกเก็บภาษีทให้ประเทศมีรายได้เกิดเป็น การสะสมเงินสำรองฯ และหาก ขึ้นในช่วงที่ประเทศ
1-เกินดุลการค้าและบริการ หรือมีเงินลงทุนต่างชาติไหลเข้า จึงมีเงินตราต่างประเทศไหลเข้ามาแลกเงินบาท ทำให้เงินบาทแข็งค่าขึ้น 
หาก ธปท.ไม่ต้องการให้เงินบาทแข็งค่าเร็วไป ก็จะเข้าไปซื้อเงินตราต่างประเทศมาเก็บไว้เป็นเงินสำรองฯ โดยนำเงินบาทไปแลก แต่ ธปท.จะต้องมีวิธีการต่างเพื่อที่จะ ดูดซับเงินบาทบางส่วนนั้นออกมาจากระบบการเงินอีกที เพื่อรักษาระดับอัตราดอกเบี้ยนโยบายในตลาดเงินให้เป็นไปตามที่ประกาศไว้ ทำให้ในงบดุลจะมีขนาดหนี้สินเพิ่มขึ้นเท่ากับเงินสำรองฯ ที่เพิ่มขึ้น 
 2-ขาดดุลการค้าและบริการ ซึ่งเงินสำรองฯ จะลดลง หรือ มีนักลงทุนต่างชาติอยากถอนเงินลงทุน จะมีความต้องการแลกเงินตราต่างประเทศมากขึ้น ทำให้เงินบาทอ่อนค่าลง แต่หากเงินบาทอ่อนค่าเร็วมาก ตลาดขาดสภาพคล่องเงินตราต่างประเทศเฉียบพลัน ดังนั้นธปท. ก็จะขายเงินตราต่างประเทศที่อยู่ในเงินสำรองฯ ออกไปเพื่อพยุงค่าเงิน ทำให้เงินสำรองฯ ลดลง

You May Also Like

ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องที่ต้องการถูกทำเครื่องหมาย *